หงส์แดง ฟอร์มดุ เปิดบ้านอัด”คริสตัล พาเลซ” 3-0

          หงส์แดง ”ลิเวอร์พูล”โชว์ฟอร์มเยี่ยมต่อเนื่อง ลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 5 ของฤดูกาล เปิดบ้านเอาชนะผู้มาเยือนทีม”ปราสาทเรือนแก้ว”ไปขาดลอย 3-0 พุ่งขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของลีกเป็นการชั่วคราวแล้ว

          ทางด้านในเรื่องของตัวผู้เล่นในนัดนี้นั้น ฝั่งเจ้าบ้าน หงษ์แดง ”เจอร์เก้น คล้อปส์”มีการปรับตรงแผงหลังเยอะมาก โดยส่ง”เฟอร์จิล ฟานไดจ์”ที่ได้พักมาเต็ม ๆ จากนัดกลางสัปดาห์ที่ทีมเอาชนะ”เอซี มิลาน”ไปได้ลงสนามมาเป็นตัวหลักช่วยประคองคู่ขาน้องใหม่อย่าง”อิบราฮิม โคนาเต้” ส่วนแบ๊คซ้ายพัก”แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน”แล้วให้”คอนสแตนตินอฟ ซิมิกาส”ลงมาเล่นแทน และแบ๊คขวา”เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนต์”มีอาการป่วย จึงตกเป็นหน้าที่ของ”เจมส์ มิลเนอร์” ส่วนแดนกลางและแดนหน้าส่งตัวจริงเสียงจริงแบบจัดเต็ม ส่วนทางด้านผู้มาเยือน “ปาทริก เวเอร่า”ที่พึ่งพาทีมเก็บสามแต้มจาก”สเปอร์”ไปได้ในนัดที่แล้ว อยู่ในช่วงกำลังฮึกเหิม และหวังจะมาสร้างเซอร์ไพร์ซใส่เจ้าบ้านต่ออีกนัด ก็ได้ตัวหลักลงสนามอย่างครบครัน

          รูปเกมส์ก็เป็นหงส์แดงที่ทำเกมรุกใส่ทีมเยือนตามสไตล์ แต่”คริสตัล พาเลซ”ก็ตั้งรับกันได้อย่างมีวินัย และหาโอกาสสวนกลับแบบชนิดมีเสียวใส่เจ้าบ้านด้วยเหมือนกัน เกมส์ในครึ่งแรกทำท่าจะจบลงแบบทำอะไรกันไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็น”ซาดิโอ มาเน่”ที่มายิงประตู 1-0 ให้เจ้าบ้านขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 43 โดยลูกนี้เป็นประตูที่ 100 ที่”ซาเน่”ยิงให้กับทีมหงส์แดงในทุกรายการ และเขายังสามารถสร้างสถิติที่ไม่น่าเชื่อ คือการยิงประตูคู่ต่อสู้ทีมเดิมซึ่งก็คือ”คริสตัล พาเลซ”ได้เป็นนัดที่ 9 ติดต่อกันขึ้นมาได้ จบครึ่งแรกหงส์แดงนำอยู่ 1-0

          ครึ่งเวลาหลังรูปเกมส์ออกมาเหมือนในครึ่งแรก และลิเวอร์พูล”มาทำประตูเพิ่มได้อีกสองเม็ด จาก”โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์”นาทีที่ 78 โดยเป็นลูกที่ 101 ของเจ้าตัวบนเวทีพรีเมียร์ลีกกับทีมหงส์แดงอีกด้วย และสุดท้ายเป็น”นาบี อิเกต้า” ที่มาทำประตูลูกที่สามให้กับเจ้าบ้านในนาทีที่ 89 หมดเวลาการแข่งขัน เจ้าบ้าน”ลิเวอร์พูล”เปิดบ้านเอาชนะ”คริสตัล พาเลซ”ไปได้ 3-0

     จากสามแต้มที่ทำได้ในนัดนี้ ทำให้ทีมหงส์แดงเก็บไปได้แล้ว 13 คะแนน จากการลงเตะ 5 นัด ด้วยผลชนะ 4 เสมอ 1 ยิงได้ 12 และเสียประตูไปเพียงลูกเดียวเท่านั้น ส่งผลให้พวกเขาขึ้นนำเป็นจ่าฝูงบนตารางพรีเมียร์ลีกเป็นการชั่วคราวแล้ว เพราะยังมีอีกหลายทีมในกลุ่มนำที่ยังไม่ได้ลงสนาม ก็ต้องตามลุ้นกันต่อไปว่าจะมีทีมไหนมาเขี่ย”ลิเวอร์พูล”ลงจากตำแหน่งผู้นำได้หรือไม่